Biz Update

หอการค้าไทยจัดประชุมหอการค้า14 จังหวัดภาคใต้ “ทบทวนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด เสริมความเข้มแข็งรับการเติบโต”

การประชุมคณะกรรมการพัฒนาเศษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน 2555 ณ โรงแรมหรรษาเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งการจัดโครงสร้างของหอการค้าไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แบ่งออกเป็น 5 ภาค ทั่วประเทศ โดยภาคใต้นั้นได้ทำการประชุมเพื่อเป็นการทบทวนยุทธศาสตร์ของหอการค้าไทยที่ได้เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2552 และได้แบ่งการกำหนดยุทธศาสตร์ออกเป็นกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน จากการประชุมในช่วงวันที่ 8-9 มิถุนายน 2555 มีประเด็นที่ได้ทบทวนและเป็นประโยชน์ของกลุ่มจังหวัด ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น เกิดกลยุทธิ์ที่จับต้องได้ นำไปสู่การจัดทำโครงการต่าง ๆ ที่จะทำให้ภาคเศรษฐกิจและภาคประชาสังคมในภาคใต้ได้ประโยชน์

นายสมจิต อนันตเมฆ ประธานภาคคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ จัดขึ้นเพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับพื้นที่ภาคใต้มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย อีกทั้งพื้นที่ภาคใต้มีลักษณะขวางระหว่าง 2 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลมีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ นอกจากนี้การขนถ่ายสินค้าระหว่างสองมหาสมุทรในปัจจุบันต้องใช้ระยะทางยาว หลายภาคส่วนจึงมีความต้องการให้การขนถ่ายสินค้าผ่านประเทศไทยมากขึ้น จึงมีความพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้มาโดยตลอดที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสองมหาสมุทร ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ของภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญ

นายสมจิต กล่าวต่อว่า ในแง่ความเป็นอยู่อย่างแท้จริงตามวิถีชีวิตของคนในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด จะเห็นว่ามีภาคเกษตร การท่องเที่ยวและการค้าชายแดน เป็นเศรษฐกิจหลัก เมื่อมองในภาพรวมการค้าชายแดนทั้งประเทศมีการเสียดุลการค้ากว่า 4,000 ล้านบาท แต่สำหรับภาคใต้กลับได้ดุลการค้ากว่า 80,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการพัฒนาในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานหอการค้ากลุ่มอันดามัน กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มพื้นที่อันดามันมีจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต ตรัง ระนอง โดยเศรษฐกิจที่สำคัญของกลุ่มมาจากการท่องเที่ยว จะเห็นว่าในปี 2553 ภาคการท่องเที่ยวมีรายได้กว่า 150,000 ล้านบาท นอกจากนี้กลุ่มอันดามันยังมีรายได้จากภาคเกษตรทั้ง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และประมง ซึ่งทำรายได้กว่า 94,000 ล้านบาท เมื่อรวมรายได้จากทุกภาคเศรษฐกิจของกลุ่มอันดามันจะมีรายได้กว่า 250,000 ล้านบาท นับเป็นรายได้ที่นำเข้าประเทศอย่างมหาศาล นำไปสู่การพิจารณายุธศาตร์เพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว โดยทำการส่งเสริมธุรกิจ MICE อย่างยั่งยืนคือส่งเสริม การจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการนานาชาติ นอกจากนี้ยังกำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงรุกโดยการนำคณะธุรกิจภาคการท่องเที่ยวของกลุ่มอันดามันออกโรดโชว์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันทางกลุ่มยังได้กำหนดการพัฒนาห่วงโซ่ของภาคเกษตรกรรม โดยการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรเพื่อนำมารองรับการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

นายวัฒนา กล่าวต่อว่า กลุ่มอันดามันเองยังมองถึงยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา โดยจะทำการผลักดันให้มีการเปิดมหาวิทยาลัยในอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกลุ่มอันดามันจะเป็นวิทยาเขตทั้งสิ้น ทำให้ไม่ครอบคลุมในด้านการวิจัยและพัฒนา ทางกลุ่มจึงผลักดันเสนอจัดตั้ง มหาวิทยาลัยอันดามันขึ้น ซึ่งได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี สมัย พณฯ ชวน หลักภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และทางกลุ่มได้ติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ซี่งทั้งสามเรื่องที่ได้วางเป็นยุทธศาสตร์ทั้งภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการศึกษา จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ และเพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

ด้านนายสุทัศน์ เลิศมโนรัตน์ ประธานกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (สุราษฏร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง) กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้ความสำคัญในการทบทวนยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลัก คือ ภาคเกษตรทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ในพื้นที่กลุ่มภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยยังมีแหล่งข้าวที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และ นครศรีธรรมราช โดยได้วางยุทธศาสตร์เจาะลึกในส่วนของข้าวสังหยดและข้าวเล็บนก ส่วนยางพาราและปาล์ม ซึ่งเป็นรายได้หลักของกลุ่มอ่าวไทย เป็นรายได้ที่เข้าสู่ภาคเกษตรกรซึ่งเป็นผู้มีรายได้ในพื้นที่ สามารถกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทยอย่างมั่นคง

ด้านยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว นายสุทัศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยมีจุดขายที่สำคัญอยู่ที่เกาะสมุยที่เป็นการท่องเที่ยวทางทะเล นอกจากนี้ทางกลุ่มยังเพิ่มยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอารยธรรมโบราญ และมุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวด้านนิเวศธรรมชาติ ที่มีอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยทั้ง 4 จังหวัดด้วย

สำหรับการค้าของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยนั้น เนื่องจากกลุ่มอ่าวไทยอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มประเทศ IMT-GT (ไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย) จึงได้วางยุทธศาสตร์การเตรียมตัวที่จะเข้าสู่ตลาด IMT-GT และเชื่อมโยงไปถึงการเข้ามาของประเทศในกลุ่ม AEC เพิ่มเติมจากกลุ่ม IMT-GT คือ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ พม่า บรูไน ลาว กัมพูชา ซึ่งในส่วนของตลาดใหม่อย่างประเทศพม่า ทางกลุ่มได้วางยุทธศาสตร์โดยทำการเชื่อมโยงการค้าไปยังประเทศพม่าผ่านจังหวัดระนอง โดยทำการส่งเสริมการลงทุนและการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ เพื่อเป็นการเสริมการค้าการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น โดยจะเห็นว่านอกจากตลาด IMT-GT แล้ว ทางกลุ่มยังเตรียมความพร้อมสู่ตลาด AEC ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ทางกลุ่มยังให้ความสำคัญในเรื่องของระบบโลจีสติกของกลุ่มอ่าวไทย เนื่องจากฝั่งอ่าวไทยมีพื้นที่ตลอดชายฝั่งเป็นระยะทางยาว มองว่าต้นทุนการขนส่งทางน้ำจะเป็นโอกาสดีสำหรับการลดต้นทุนของการขนส่ง เพราะฉะนั้นทางกลุ่มกำลังทบทวนการมีท่าเรื่อในจังหวัดกลุ่มอ่าวไทย และการเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ท่าเรื่องอย่างเต็มที่เพื่อเชื่อมโยงกับระบบรางที่จะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุนการขนส่งอีกทางหนึ่งด้วย นายสุทัศน์กล่าว

ทั้งนี้นี้ในส่วนของการทบทวนยุธศาสตร์การค้าของกลุ่มภาคใต้ชายแดน นายบุญช่วย จังศิริวัฒนธำรง ประธานกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน(ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล) กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนมีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ทำให้เศรษฐกิจหลักคือการค้าชายแดนทำรายได้กว่า 500,000 ล้านบาท นับเป็นตัวเลขการค้าชายแดนที่มีมูลค่ามากที่สุดในประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้ทางกลุ่มได้มุ่งวางยุทธศาสตร์โดยเน้นส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้ากับประเทศมาเลเซียให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันด้านการค้ากับประเทศมาเลเซีย นอกจากการค้าชายแดนแล้วทางกลุ่มยังมองถึงภาคเกษตรคือ ยางพารา โดยจะส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้นนอกเหนือจากการส่งออกเป็นยางแผ่นและนำยางดิบ สำหรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการตลาดของผลไม้ที่มีอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน อาทิ ส้มโชกุน และลองกองของจังหวัดยะลา โดยวางยุทธศาสตร์จัดตั้งตลาดกลางผลไม้เพื่อการส่งออก จังหวัดยะลา พร้อมจัดงานเกษตรแฟร์ เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายให้เพิ่มมากขึ้น

นายบุญช่วย กล่าวต่อว่า นอกจากประเด็นยุทธศาสตร์ตที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทางกลุ่มยังได้วางยุทธศาตร์ให้กับสินค้าปาล์มน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทานด้วย โดยส่งเสริมการปลูกปาล์มในพื้นที่นาร้าง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ให้กลับมาสร้างมูลค้าอีกครั้ง ตลอดจนส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการผลิต การลงทุน และการตลาดในกิจกรรมผลิตอาหารฮาลาล ซึ่งจังหวัดที่มีความเหมาะสมได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาในเรื่องนี้คือจังหวัดปัตตานี โดยจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาล พร้อมดำเนินการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้าฮาลาลด้วย อีกทั้งยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจีสติก ทั้งการขยายช่องท่างจราจร การปรับปรุงระบบราง และผลักดันโครงการแลนด์บริด สงขลา-สตูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ในกลุ่มภาคใต้ชายแดนอีกด้วย

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์

Your email address will not be published. กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

 
ชึ้นบน
website page counter