67 เครือข่ายคนเทพายื่นหนังสือถึง “นายกฯ” สนับสนุนและเร่งรัดการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

Kanjanasub

กลุ่มเครือข่ายคนเทพา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ยื่นหนังสือถึงนายก! พร้อมออกแถลงการณ์สนับสนุนโรงไฟฟ้าเทพา หวังเห็นบ้านเกิดพลิกโฉมจากเมืองปิดที่ไม่มีคนรู้จัก ให้เป็นเมืองหลักแห่งการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

วันนี้ (24 ก.ค.) ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายคนเทพา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จาก 67 องค์กร ยื่นหนังสือต่อ พ.อ. ธีรวัฒน์ ปิ่นแก้ว รอง ผบ.มทบ.46 ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีพร้อมแถลงการณ์สนับสนุนและเร่งรัดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

นายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร ประธานกลุ่มเครือข่ายคนเทพา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า สืบเนื่องจากการที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จังหวัดปัตตานี ในวันนี้ (27 พ.ย.60) และประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อำเภอเมืองสงขลา ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 นี้ ในนามเครือข่ายคนเทพา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันประกอบด้วย องค์การภาคประชาชน ชมรม สมาคม และกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จำนวน 67 องค์กร อันมีสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน ร่วมแสดงจุดยืนเพื่อสนับสนุนและผลักดันให้เร่งรัดการอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เพื่อพลิกโฉมเทพาจากเมืองปิดที่ไม่มีคนรู้จัก ให้เป็นเมืองหลักแห่งการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริง เพื่อนำเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ดังนี้

1. ชาวเทพา ได้รับข้อมูลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ตลอดจนได้ร่วมทัศนศึกษา เพื่อความเข้าใจเชิงประจักษ์ในโรงไฟฟ้าถ่านหินอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ จนคลายข้อวิตกกังวลไปแล้ว และได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และสะท้อนมุมมอง/ข้อวิตก ตามกระบวนการต่าง ๆ ที่ได้จัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่อยมา เป็นเวลาร่วม 5 ปี จึงไม่มีข้อวิตกกังวลใด ๆ ให้สอบถามอีกต่อไป

2. ชาวเทพา ต้องการโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจจากเม็ดเงินของโครงการที่จะลงมาหมุนเวียนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ชาวเทพาหลายหมื่นคนได้รับผลประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการหมุนเวียนของเม็ดเงินไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 7-8 ปีของการพัฒนาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าขาย เกษตรกรรม กสิกรรม การประมง รวมถึงการบริการและการท่องเที่ยว ตลอดจนธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้เมืองเทพาเป็นที่รู้จัก และเป็นเป้าหมายในการเดินทางของผู้คน ซึ่งเทพาจะกลายเป็นเมืองหลัก ไม่ใช่เมืองผ่านอีกต่อไป

3. ชาวเทพา ยินดีจะเป็นผู้เสียสละ และพร้อมจะโยกย้ายครัวเรือน ออกจากพื้นที่โครงการ เพราะตระหนักว่า การเสียสละครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความเจริญของพื้นที่ และประเทศชาติ ตลอดจน พวกเราจะได้รับการชดเชยที่เหมาะสมตามมูลค่าของที่ดิน และทรัพย์สินที่มีอยู่รวมทั้งได้รับการดูแลด้านอาชีพ ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในสภาพปัจจุบัน
ชาวเทพา จะร่วมกันสร้าง “ธรรมนูญชุมชน” เพื่อเป็นแผนแม่บทในการพัฒนาชุมชนคนเทพา ให้มีความยั่งยืน และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พร้อมทั้งคอยเฝ้าติดตาม และเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ จากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าผ่าน “ศูนย์ประสานงานและพัฒนาความร่วมมือชุมชน” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของชุมชน หน่วยงานรัฐ และโรงไฟฟ้า เพื่อให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ เป็นต้นแบบของการพัฒนา ตามแนวทางประชารัฐ อันจะนำมาซึ่งความสุข และความสามัคคีที่ยั่งยืนในชุมชน

4. ชาวเทพา บอบช้ำมานานแล้ว ถึงเวลาที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะปลดปล่อยชาวเทพาจากความทุกข์ยาก ความล้าหลัง และภาพลักษณ์อันน่ากลัว เพื่อให้เมืองเทพา กลับมาเป็น “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง และแผ่นดินแห่งความสุข

นายพณวรรธน์ กล่าวแถลงการณ์ต่อไปด้วยว่า จากการที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เห็นด้วยต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จึงอยากเรียนถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้โปรดสนับสนุนและเร่งรัดอนุมัติการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าเทพาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด และอย่างหวั่นไหวต่อเสียงชี้นำจากกลุ่มคัดค้านนอกพื้นที่ แต่โปรดรับฟังเสียงความต้องการที่แท้จริงของคนเทพาที่อยากเห็นความเจริญ การอยู่ดีกินดี เพื่อประโยชน์สุขของคนในพื้นที่และใกล้เคียง ตลอดจนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

Home-Serve